วันจันทร์ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2564

เรื่องที่ 3 ประวัติชาติไทย


เรื่องที่ 3 ประวัติชาติไทย
ประวัติศาสตร์ชาติไทย
ความเป็นมาของดินแดนประเทศไทยในสมัยโบราณส่วนใหญ่มาจากหลักฐานด้านโบราณคดีและเอกสาประวัติศาสตร์จีนโบราณและภาพถ่ายทางอากาศและเห็นถึงที่ตั้งและสภาพของแหล่งชุมชนโบราณในประเทศไทย
ดินแดนในประเทศไทยมีทั้งพัฒนามาจากอาณาจักรเดิมและมีการอพยพย้ายเข้ามาของกลุ่มคนพูดภาษาไทยลาวจากถิ่นบรรพบุรุษ ซึ่งอยู่ตอนใต้ของประเทศจีนเดิม เข้ามายังดินแดนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ราวคริสต์ ศตวรรษที่ 10 รัฐของชาวไทยมี ความสำคัญตามยุคสมัย ได้แก่ อาณาจักรโยนกเชียงแสน อาณาจักรล้านนา อาณาจักรสุโขทัย อาณาจักรอยุธยาและได้พัฒนามาเป็นสมัยกรุงรัตนโกสินทร์นับตั้งแต่ พ..2325 เป็นต้นมา

กรุงธนบุรี พ.. 2310 – 2325
หลังจากพระเจ้าตากสินได้กอบกู้กรุงศรีอยุธยากลับคืนจากพม่าได้แล้วพระองค์จึงย้ายเมืองหลวงมาอยู่ที่กรุงธนบุรีแล้วปราบดาภิเษกขึ้นเป็นกษัตริย์ทรงพระนามว่าพระบรมราชาธิราชที่ 4” ครองกรุงธนบุรี 15 ปี
ด้านการปกครอง
หลังจากกรุงศรีอยุธยาเสียให้แก่พม่า เมื่อ พ.. 2310 บ้านเมืองอยู่ในสภาพไม่เรียบร้อย มีการปล้นสะดมกันบ่อย ผู้คนจึงหาผู้ คุ้มครองโดยรวมตัวกันเป็นกลุ่มเรียกว่าชุมนุม สมเด็จพระเจ้าตากสินทรงใช้เวลาภายใน 3 ปี ยกกองทัพไปปราบชมชนต่าง ๆ พระองค์ทรงยึดถือและปฏิบัติตามระเบียบการปกครองแบบสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลายตามที่สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงวางระเบียบไว้
ลักษณะการปกครอง ในส่วนกลางมีตำแหน่งอัครมหาเสนาบดี 
2 ตำแหน่ง ได้แก่
1. สมุหนายก ควบคุมดูแลหัวเมืองฝ่ายเหนือ
2. สมุหกลาโหม ควบคุมดูแลหัวเมืองฝ่ายใต้
ส่วนภูมิภาค แบ่งเป็น หัวเมืองชั้นใน คือ เมืองที่รายรอบพระนคร และหัวเมืองชั้นนอกคือ เมืองที่อยู่ไกลพระนคร


กรุงรัตนโกสินทร์ พ.. 2325 – ปัจจุบัน
หลังจากปราบดาภิเษกขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์ในปี พ.. 2325 แล้วสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกทรงใช้พระนามว่าพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกและได้ย้ายราชธานี จากกรุงธนบุรีข้ามแม่น้ำ เจ้าพระยามายังฝั่งตรงข้าม และตั้งชื่อราชธานีใหม่นี้ว่า กรุงเทพมหานครพร้อม ๆ กับการสถาปนาราชวงศ์จักรีขึ้นมา โดยกำหนดในวันที่ 6 เมษายน ของทุกปีเป็นวันจักรี
สภาพภูมิประเทศ
สภาพภูมิประเทศของกรุงรัตนโกสินทร์นั้นตั้งอยู่บริเวณแหลมยื่นลงไปในแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันออกมีแม่น้ำเจ้าพระยาไหลผ่านลงมาจากทางเหนือผ่านทางตะวันตกและใต้ก่อนที่จะมุ่งลงใต้สู่อ่าวไทยทำให้ดูคล้ายกับกรุงศรีอยุธยา รัชกาลที่ 1 โปรดเกล้าให้ขุดคูพระนครตั้งแต่บางลำพูไปถึง วัดเลียบการเปลี่ยนแปลงการปกครอง
สภาพการณ์โดยทั่วไปของบ้านเมืองก่อนเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองสังคมไทยกำลังอยู่ในช่วงเวลาของการเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ความทันสมัยตามแบบตะวันตกในทุกๆ ด้านอันเป็นผลสืบเนื่องมาจากการปฏิรูปแผ่นดินเข้าสู่ความทันสมัยในรัชกาลที่ 5(..2411-2453) สมัยรัชกาลที่ 6 สมัยรัชกาลที่ 7 (.. 2468 – 2475)
สาเหตุการเปลี่ยนแปลงการปกครองใน พ.. 2475
1. ความเสื่อมของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์
2. การได้รับการศึกษาตามแนวความคิดตะวันตกของบรรดาชนชั้นนำในสังคมไทย
3. ความเคลื่อนไหวของบรรดาสื่อมวลชน
4. ความขัดแย้งทางความคิดเกี่ยวกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตย
5. สถานการณ์คลังของประเทศและการแก้ปัญหา

https://youtu.be/KZ7-PBEbstA
บุคคลสำคัญของไทย และของโลกในด้านประวัติศาสตร์
บุคคลสำคัญของไทยและของโลก
สมัยกรุงสุโขทัย
1.       พ่อขุนรามคำรามคำแหงมหาราช
https://www.youtube.com/watch?v=i3CLmn66EMA
2.       พระมหาธรรมราชาที่ 1
https://www.youtube.com/watch?v=nRdnoIHyek0

สมัยกรุงศรีอยุธยา
1.       สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ
2. สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2
3. สมเด็จพระนเรศวรมหาราช
 
               สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ          สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2         สมเด็จพระนเรศวรมหาราช
https://www.youtube.com/watch?v=Vw1e1SJ9yhw
สมัยกรุงธนบุรี
1. สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช

https://www.youtube.com/watch?v=qfwx5lJM7ec




สมัยกรุงรัตนโกสินทร์
1. พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก
2. พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
3. พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
4. สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
5. สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์
6. ขรัวอินโข่ง
7. สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี
8. พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช (รัชกาลที่ 9)
9. พระยากัลยาณไมตรี (ดร.ฟรานซิส บี แซร์)
10. หมอบรัดเลย์

วันอังคารที่ 3 มีนาคม พ.ศ. 2563

หน่วยการเรียนรู้ที่ 3 ประวัติศาสตร์น่ารู้

เรื่องที่ 1 การแบ่งช่วงเวลาและยุคสมัยทางประวัติศาสตร์
การแบ่งช่วงเวลา และยุคสมัยทางประวัติศาสตร์
ยุคสมัยประวัติศาสตร์มีความสำคัญต่อการศึกษาประวัติศาสตร์เนื่องจากเป็นการแบ่งช่วงเวลาในอดีตอย่างเป็นระบบโดยพิจารณาจากหลักฐานที่เหลืออยู่ในปัจจุบัน ซึ่งจะนำไปสู่การวิเคราะห์เหตุการณ์ต่าง ๆ อย่างมีเหตุผล โดยตระหนักถึงความสำคัญของความต่อเนื่องของช่วงเวลา จะทำให้การลำดับเปรียบเทียบเรื่องราวทางประวัติศาสตร์มี ความชัดเจนขึ้นตามเกณฑ์ดังต่อไปนี้
การแบ่งช่วงเวลา มีพื้นฐานมาจากยุคสมัยทางศาสนา แบ่งออกเป็น
1. การแบ่งช่วงเวลาตามประวัติศาสตร์ไทย
2. การแบ่งช่วงเวลาตามประวัติศาสตร์สากล
การแบ่งยุคสมัยทางประวัติศาสตร์
การแบ่งยุคสมัยทางประวัติศาสตร์โดยการใช้หลักเกณฑ์การพิจารณารูปแบบและลักษณะของหลักฐานที่เป็นลายลักษณ์อักษรและไม่เป็นลายลักษณ์อักษร สามารถแบ่งยุคสมัยทางประวัติศาสตร์เป็นยุคต่าง ๆ ได้ดังนี้
1. ยุคก่อนประวัติศาสตร์
2. ยุคหิน เป็นยุคที่มนุษย์รู้จักนำหินมาดัดแปลงเป็นเครื่องมือเครื่องใช้ โดยมีวิวัฒนาการ ดังนี้
1. ยุคหินเก่า
2. ยุคหินกลาง
          3. ยุคหินใหม่


           3. ยุคโลหะ ในยุคนี้มนุษย์เริ่มทำเครื่องมือเครื่องใช้จากโลหะแทนหินและกระดูกสัตว์ ยุคโลหะสามารถแบ่งย่อยไปได้อีก 2 ยุค ตามลักษณะโลหะที่ใช้ คือ
1. ยุคสำริด
2. ยุคเหล็ก


4. ยุคประวัติศาสตร์ เป็นช่วงเวลาที่มนุษย์รู้จักประดิษฐ์ตัวอักษรและบันทึกไว้บนวัสดุต่าง ๆ เช่น แผ่นหิน แผ่นดินเหนียว แผ่นผ้า ยุคประวัติศาสตร์แบ่งออกเป็นยุคสมัยต่าง ๆ ดังนี้
1. สมัยโบราณ
2. สมัยกลาง
3. สมัยใหม่หรือยุคฟื้นฟูศิลปะวิทยาการ
4. สมัยปัจจุบัน

หลักเกณฑ์การแบ่งยุคสมัยทางประวัติศาสตร์ มีดังนี้
การแบ่งยุคสมัยทางประวัติศาสตร์สากล
1. แบ่งตามความเจริญทางอารยธรรมมนุษย์
2. แบ่งตามการเริ่มต้นของเหตุการณ์สำคัญ
3. แบ่งตามชื่อจักรวรรดิหรืออาณาจักรที่สำคัญที่เคยรุ่งเรือง
4. แบ่งตามราชวงศ์ที่ปกครองประเทศ
5. แบ่งตามการตั้งเมืองหลวง


การแบ่งยุคสมัยทางประวัติศาสตร์ไทย
1. สมัยโบราณหรือสมัยก่อนสุโขทัย
2. สมัยสุโขทัย
3. สมัยอยุธยา
4. สมัยธนบุรี
5. สมัยรัตนโกสินทร์




เรื่องที่ 2 แหล่งอารยธรรมโลก
อารยธรรมของมนุษย์ยุคประวัติศาสตร์ แบ่งออกเป็น ส่วน คือ
ส่วนที่ 1 อารยธรรมของโลกตะวันออก ส่วนใหญ่มีรากฐานมาจากแหล่งอารยธรรมที่เก่าแก่ของโลก คือ จีนและอินเดีย
อารยธรรมจีน
ประเทศจีน เป็นประเทศที่มีอารยธรรมยาวนานที่สุดประเทศหนึ่ง วัฒนธรรมของอารยธรรมจีนสมัยก่อนประวัติศาสตร์มีแหล่งอารยธรรมที่สำคัญ 2 แหล่ง คือ
ลุ่มแม่น้ำฮวงโห พบความเจริญที่ เรียกว่า วัฒนธรรมหยางเซา พบหลักฐานที่เป็นเครื่องปั้นดินเผามีลักษณะสำคัญคือ เครื่องปั้นดินเผาเป็นลายเขียนสี
ลุ่มน้ำแยงซี (Yangtze) บริเวณมณฑลซานตุงพบ วัฒนธรรมหลงซานพบหลักฐานที่เป็นเครื่องปั้นดินเผามีลักษณะสำคัญ คือ เครื่องปั้นดินเผามีเนื้อละเอียดสีดำขัดมันเงา

อารยธรรมอินเดีย
อินเดียเป็นแหล่งอารยธรรมที่เก่าแก่แห่งหนี่งของโลกบางทีเรียกว่า แหล่งอารยธรรม ลุ่มแม่น้ำสินธุอาจแบ่งยุคสมัยทางประวัติศาสตร์ของอินเดียได้ ดังนี้
สมัยก่อนประวัติศาสตร์ พบหลักฐานเป็นซากเมืองโบราณ 2 แห่งในบริเวณลุ่มแม่น้ำสินธุ คือ เมืองโมเฮนโจดาโร ทางตอนใต้ของประเทศปากีสถานเมืองอารับปาในแคว้นปันจาป ประเทศปากีสถานในปัจจุบัน
สมัยประวัติศาสตร์ เริ่มเมื่อมีการประดิษฐ์ ตัวอักษรขึ้นใช้โดยชนเผ่าอินโด – อารยัน ซึ่งตั้งถิ่นฐานบริเวณแม่น้ำคงคา แบ่งได้ 3 ยุค
1. ประวัติศาสตร์สมัยโบราณ
2. ประวัติศาสตร์สมัยกลาง
3. ประวัติศาสตร์สมัยใหม่
การแพร่ขยายและการถ่ายทอดอารยธรรมอินเดีย
อารยธรรมอินเดีย แพร่ขยายออกไปสู่ภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วทวีปเอเชียโดยผ่านทางการค้า ศาสนา การเมือง การทหารและได้ผสมผสานเข้ากับอารยธรรมของแต่ละประเทศจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของอารยธรรมสังคมนั้น ๆ ในเอเชียตะวันออก ภูมิภาคเอเชียกลาง ภูมิภาคที่ปรากฏอิทธิพลของอินเดียมากที่สุดคือเอเชียตะวันออกเฉียงใต้


ส่วนที่ 2 อารยธรรมของโลกตะวันตก หมายถึง ดินแดนแถบตะวันตกของทวีปเอเชียรวมเอเชียไมเนอร์และทวีแอฟริกา อียิปต์ เมโสโปเตเมีย กรีก และโรมัน
อารยธรรมอียิปต์
อียิปต์โบราณหรือไอยคุปต์เป็นหนึ่งในอารยธรรมที่เก่าแก่สุดในโลกแห่งหนึ่ง ตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของทวีปแอฟริกา อารยธรรมอียิปต์โบราณเริ่มขึ้นประมาณ 3,150 ปี อารยธรรมอียิปต์พัฒนาการมาจากสภาพของลุ่มแม่น้ำไนล์


อารยธรรมเมโสโปเตเมีย
กำเนิดขึ้นในบริเวณลุ่มแม่น้ำ 2 สาย คือ แม่น้ำไทกรีสและแม่น้ำยูเฟรตีส ปัจจุบันอยู่ในประเทศอิรัก คนกลุ่มแรกที่สร้างอารยธรรมเมโสโปเตเมียขึ้น คือ สุเมเรีย ผู้คิดประดิษฐ์ตัวอักษรขึ้นเป็นครั้งแรกของโลก


อารยธรรมกรีก
อารยธรรมกรีกโบราณ ได้แก่ อารยธรรมนครรัฐกรีก คำว่า กรีก เป็นคำที่พวกโรมันใช้เป็น     
ครั้งแรก ชาวกรีกเรียกตัวเองว่า เฮลีนส์ (Hellenes) เรียกบ้านเมืองของตนว่า เฮลัส (Hellas) และเรียกอารยธรรมของตนว่า อารยธรรมเฮเลนิค (Hellenic Civilization) อารยธรรมกรีก รู้จักกันในนามของอารยธรรมคลาสสิกสถาปัตยกรรมที่เด่นคือ วิหารพาเธนอนประติมากรรมที่เด่นที่สุด คือ รูปปั้นเทพซีอุส วรรณกรรมดีเด่นคือ อีเลียดและ โอดิสต์(I liad and Oelyssay) ของโอเมอร์


อารยธรรมโรมัน
อารยธรรมโรมันเป็นอารยธรรมที่ได้รับการถ่ายทอดมาจากกรีก สถาปัตยกรรมที่เด่น ได้แก่ วิหารพา   เธนอน หลังคารูปโมในกรุงโรม โคลอสเซียม อัฒจันทร์สำหรับดูกีฬาซึ่งจุผู้ดูได้ถึง 4,500 คน วรรณกรรมที่เด่นที่สุดคือ เรื่องอีเนียด (Aeneid) ของเวอร์วิล



เรื่องที่ ประวัติชาติไทย
ประวัติศาสตร์ชาติไทย
ความเป็นมาของดินแดนประเทศไทยในสมัยโบราณส่วนใหญ่มาจากหลักฐานด้านโบราณคดีและเอกสารประวัติศาสตร์จีนโบราณและภาพถ่ายทางอากาศและเห็นถึงที่ตั้งและสภาพของแหล่งชุมชนโบราณในประเทศไทย
ดินแดนในประเทศไทยมีทั้งพัฒนามาจากอาณาจักรเดิมและมีการอพยพย้ายเข้ามาของกลุ่มคนพูดภาษาไทย   – ลาวจากถิ่นบรรพบุรุษ ซึ่งอยู่ตอนใต้ของประเทศจีนเดิม เข้ามายังดินแดนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ราวคริสต์ ศตวรรษที่ 10 รัฐของชาวไทยมี ความสำคัญตามยุคสมัย ได้แก่ อาณาจักรโยนกเชียงแสน อาณาจักรล้านนา อาณาจักรสุโขทัย อาณาจักรอยุธยาและได้พัฒนามาเป็นสมัยกรุงรัตนโกสินทร์นับตั้งแต่ พ.. 2325 เป็นต้นมา


กรุงธนบุรี พ.. 2310 – 2325

หลังจากพระเจ้าตากสินได้กอบกู้กรุงศรีอยุธยากลับคืนจากพม่าได้แล้วพระองค์จึงย้ายเมืองหลวงมาอยู่ที่กรุงธนบุรีแล้วปราบดาภิเษกขึ้นเป็นกษัตริย์ทรงพระนามว่า “พระบรมราชาธิราชที่ 4” ครองกรุงธนบุรี 15 ปี
ด้านการปกครอง
หลังจากกรุงศรีอยุธยาเสียให้แก่พม่า เมื่อ พ.. 2310 บ้านเมืองอยู่ในสภาพไม่เรียบร้อย มีการปล้นสะดมกันบ่อย ผู้คนจึงหาผู้ คุ้มครองโดยรวมตัวกันเป็นกลุ่มเรียกว่าชุมนุม สมเด็จพระเจ้าตากสินทรงใช้เวลาภายใน 3 ปี ยกกองทัพไปปราบชมชนต่าง ๆ พระองค์ทรงยึดถือและปฏิบัติตามระเบียบการปกครองแบบสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลายตามที่สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงวางระเบียบไว้
ลักษณะการปกครอง ในส่วนกลางมีตำแหน่งอัครมหาเสนาบดี 2 ตำแหน่ง ได้แก่
1. สมุหนายก ควบคุมดูแลหัวเมืองฝ่ายเหนือ
2. สมุหกลาโหม ควบคุมดูแลหัวเมืองฝ่ายใต้
ส่วนภูมิภาค แบ่งเป็น หัวเมืองชั้นใน คือ เมืองที่รายรอบพระนคร และหัวเมืองชั้นนอกคือ เมืองที่อยู่ไกลพระนคร


กรุงรัตนโกสินทร์ พ.. 2325 – ปัจจุบัน

หลังจากปราบดาภิเษกขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์ในปี พ.. 2325 แล้วสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึกทรงใช้พระนามว่า “พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกและได้ย้ายราชธานี จากกรุงธนบุรีข้ามแม่น้ำ เจ้าพระยามายังฝั่งตรงข้าม และตั้งชื่อราชธานีใหม่นี้ว่า กรุงเทพมหานคร” พร้อม ๆ กับการสถาปนาราชวงศ์จักรีขึ้นมา โดยกำหนดในวันที่ 6 เมษายน ของทุกปีเป็นวันจักรี
สภาพภูมิประเทศ
สภาพภูมิประเทศของกรุงรัตนโกสินทร์นั้นตั้งอยู่บริเวณแหลมยื่นลงไปในแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันออกมีแม่น้ำเจ้าพระยาไหลผ่านลงมาจากทางเหนือผ่านทางตะวันตกและใต้ก่อนที่จะมุ่งลงใต้สู่อ่าวไทยทำให้ดูคล้ายกับกรุงศรีอยุธยา รัชกาลที่ 1 โปรดเกล้าให้ขุดคูพระนครตั้งแต่บางลำพูไปถึง วัดเลียบการเปลี่ยนแปลงการปกครอง
สภาพการณ์โดยทั่วไปของบ้านเมืองก่อนเกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองสังคมไทยกำลังอยู่ในช่วงเวลาของการเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ความทันสมัยตามแบบตะวันตกในทุกๆ ด้านอันเป็นผลสืบเนื่องมาจากการปฏิรูปแผ่นดินเข้าสู่ความทันสมัยในรัชกาลที่ 5(..2411-2453) สมัยรัชกาลที่ 6 สมัยรัชกาลที่ 7 (.. 2468 – 2475)
สาเหตุการเปลี่ยนแปลงการปกครองใน พ.. 2475
1. ความเสื่อมของระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์
2. การได้รับการศึกษาตามแนวความคิดตะวันตกของบรรดาชนชั้นนำในสังคมไทย
3. ความเคลื่อนไหวของบรรดาสื่อมวลชน
4. ความขัดแย้งทางความคิดเกี่ยวกับการปกครองในระบอบประชาธิปไตย
5. สถานการณ์คลังของประเทศและการแก้ปัญหา


บุคคลสำคัญของไทย และของโลกในด้านประวัติศาสตร์
บุคคลสำคัญของไทยและของโลก
สมัยกรุงสุโขทัย
1.       พ่อขุนรามคำรามคำแหงมหาราช




2.   พระมหาธรรมราชาที่ 1


สมัยกรุงศรีอยุธยา
1.   สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ
2. สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2
3. สมเด็จพระนเรศวรมหาราช


สมัยกรุงธนบุรี
1. สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช


สมัยกรุงรัตนโกสินทร์
     1. พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก
     2. พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
     3. พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
     4. สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
     5. สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์
     6. ขรัวอินโข่ง
     7. สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี
     8. พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช (รัชกาลที่ 9)
     9. พระยากัลยาณไมตรี (ดร.ฟรานซิส บี แซร์)
     10. หมอบรัดเลย์



เหตุการณ์สำคัญของโลกที่มีผลต่อปัจจุบัน
เหตุการณ์สำคัญที่มีผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกนั้นหมายถึงเหตุการณ์สำคัญที่ทำให้โลกเกิดการเปลี่ยนแปลงภายหลังสงครามสิ้นสุด ซึ่งพบว่าสหประชาชาติสามารถยับยั้งการทำสงครามอาวุธได้ในระดับหนึ่ง แต่เมื่อสงครามอาวุธผ่านไปเหตุการณ์ปัจจุบันจะกลายเป็นสงครามเศรษฐกิจ ชีวิตความเป็นอยู่ วัฒนธรรม จารีตประเพณี รวมถึงการเมืองการปกครองในปัจจุบัน ซึ่งเหตุการณ์สำคัญในอดีตที่ส่งผลต่อปัจจุบันมี ดังนี้
1. สงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2    
2. สงครามเย็น  
3. สงครามเศรษฐกิจ   
4. เหตุการณ์โลกปัจจุบัน
บทบาทของสถาบันพระมหากษัตริย์ในการพัฒนาชาติไทย
1. บทบาทและหน้าที่ของพระมหากษัตริย์ ด้านการเมือง
สถาบันพระมหากษัตริย์ได้มีบทบาทเกี่ยวกับการเมืองการปกครอง การรวมชาติการสร้างเอกราช การวางรากฐานการเมืองการปกครองการสร้างเสถียรภาพทางการเมืองการปกครองการปฏิรูปการปกครองแผ่นดินตั้งแต่อดีตสืบต่อมาตลอดปัจจุบันบทบาทของพระมหากษัตริย์ มีส่วนช่วยสร้างเอกภาพของประเทศเป็นอย่างมาก คนไทยทุกกลุ่มไม่ว่าศาสนาใดมีขนบธรรมเนียมแตกต่างกันอย่างไรก็มีความรู้สึกร่วมในการมีพระมหากษัตริย์องค์เดียวกัน
2. บทบาทและหน้าที่ของพระมหากษัตริย์ ด้านการปกครอง
บทบาทของพระมหากษัตริย์มีส่วนช่วยเป็นอย่างมากที่ทำให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตย เพราะการที่ประชาชนเกิดความจงรักภักดีและเชื่อมั่นในสถาบันพระมหากษัตริย์ จึงมีผลส่งให้ประชาชนเกิดความศรัทธาในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขด้วยเนื่องจากเห็นว่าเป็นระบอบที่เชิดชูสถาบันพระมหากษัตริย์ อันเป็นที่เคารพสักการะของประชาชนนั่นเอง
3. บทบาทและหน้าที่ของพระมหากษัตริย์ ด้านการส่งเสริมด้านเศรษฐกิจ
พระมหากษัตริย์ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจทั้งปวงเพื่อให้เกิดประโยชน์สุขและความเจริญแก่สังคม ได้ทรงริเริ่มโครงการต่าง ๆ ทำให้เกิดการพัฒนาขึ้นทั้งในด้านเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พระราชดำริและโครงการที่ทรงริเริ่มมีมากซึ่งล้วนแต่เป็นรากฐานในการพัฒนาชาติทั้งสิ้น โครงการของพระมหากษัตริย์องค์ปัจจุบันที่สำคัญ ได้แก่ โครงการอีสานเขียว โครงการฝนหลวง โครงการปลูกป่าโครงการขุดคลองระบายน้ำ โครงการปรับปรุงแหล่งชุมชนแออัดในเมืองใหญ่ โครงการอนุรักษ์และพัฒนาสิ่งแวดล้อม และอื่น ๆ ทรงทำเป็นแบบอย่างที่ดี ประชาชนและหน่วยราชการนำไปปฏิบัติก่อให้เกิดประโยชน์ในทางการพัฒนาชาติขึ้นมาก นอกจากนี้ทรงทำให้เกิดความคิดในการดำรงชีวิตแบบใหม่ เช่น การประกอบอาชีพ การใช้วิทยาการมาช่วยทำให้สังคมมีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น
4. บทบาทและหน้าที่ของพระมหากษัตริย์ ด้านการทำนุบำรุงส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม
การพัฒนาและการปฏิรูปที่สำคัญ ๆ ของชาติส่วนใหญ่พระมหากษัตริย์ทรงเป็นผู้นำพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงปูพื้นฐานประชาธิปไตยโดยการจัดตั้งกระทรวงต่าง ๆ ทรงส่งเสริมการศึกษาและเลิกทาส ปัจจุบันพระมหากษัตริย์ทรงเกื้อหนุนวิทยาการสาขาต่าง ๆ ทรงสนับสนุนการศึกษาและศิลปวัฒนาธรรม ทรงริเริ่มกิจการอันเป็นการแก้ปัญหาหลักทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ โดยจะเห็นว่าโครงการตามพระราชดำริส่วนใหญ่มุ่งแก้ปัญหาหลักทางเกษตรกรรม เพื่อชาวนาชาวไร่และประชาชนผู้ยากไร้และด้อยโอกาสอันเป็นชนส่วนใหญ่ของประเทศ เช่น โครงการฝนหลวง ชลประทาน พัฒนาที่ดิน พัฒนาชาวเขา เป็นต้น